ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

พาณิชย์ นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน

หมวดหมู่: พาณิชย์
วันที่สร้าง วันเสาร์, 29 สิงหาคม 2569 12:55
ฮิต: 127

พาณิชย์ นำ 6 สินค้า GI ร่วมแฟร์ที่สิงคโปร์ ฟันยอดขายในงาน-เจรจาธุรกิจ 35 ล้าน
      กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI จำนวน 6 ราย ร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ที่สิงคโปร์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขายได้ทันทีกว่า 5 ล้านบาท ส้มโอทับทิมสยามปากพนังฮอตสุด ตามด้วยไชโป้วโพธาราม พร้อมนำเข้าร่วมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ​
        นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้คัดสรรสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จำนวน 6 รายการที่มีศักยภาพ และมีจุดเด่นด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง
       ตลอดจนสินค้าสุขภาพและสินค้าออร์แกนิก เข้าร่วมกว่า 200 ราย ระหว่างวันที่ 21–23 ส.ค.2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้พบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันสินค้า GI ของไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ในรูปแบบ B2B และ B2C ได้มากขึ้น
        สำหรับ สินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการที่เข้าร่วมงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ได้แก่ 1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2.ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสชาติหวานหอม 3.เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ 4.ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าส่วนรากที่สะท้อนภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชุมชน มีทั้งรสชาติเค็มและหวาน เนื้อกรอบ
         5.มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มีเอกลักษณ์ที่รสชาติความหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวที่นุ่มเหนียว และ 6.ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธุ์) โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง โดยจุดเด่นของสินค้าแต่ละรายการสะท้อนความแตกต่างที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแหล่งกำเนิด และสามารถนำเรื่องราวดังกล่าวมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและการจดจำสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศได้
        ทั้งนี้ สินค้า GI ที่ได้นำเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก มีผู้แวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้า GI อย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน มียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยสินค้าได้รับความนิยมสูงสุด คือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม และยังทำให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้รับฟังข้อคิดเห็นและเห็นการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงได้เรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงให้ความสนใจกับสินค้าในลักษณะใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดในเชิงพาณิชย์ต่อไป
       นางอรมน กล่าวว่า ​จากนั้น วันที่ 24 ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจ ในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง
        ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบแนวทางและเงื่อนไขในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยกิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
       “การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ตลอดจนการพบปะคู่ค้าและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อและผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
      ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทย จะเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่ชุมชน โดยสามารถต่อยอดจากความสนใจในตัวสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน อันสอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมโยงรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายล่าสุดของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาผลักดัน”นางอรมนกล่าว

APACFoodกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดัน 6 GI ไทย เปิดตลาดสิงคโปร์ บุกงาน APAC Food & Beverage Expo พร้อมเปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ มุ่งเชื่อมการค้า–ท่องเที่ยว ต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สร้างรายได้สู่ชุมชน
      กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พาผู้ประกอบการ สินค้า GI ไทยด้านอาหารบุกตลาดสิงคโปร์ ในงาน 'APAC Food & Beverage Expo 2026'พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าในสิงคโปร์ มุ่งเปิดโอกาสให้สินค้า GI คุณภาพของไทยเข้าถึงผู้บริโภคและคู่ค้าที่มีศักยภาพ เปิดช่องทางการค้าใหม่ และขยายตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของสินค้า GI มาเป็นจุดขาย เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดสร้างมูลค่าในมิติต่างๆ
       ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ประกาศยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ในมิติการค้าและบริการ โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายตลาด และเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งสินค้า GI ถือเป็นทุนอัตลักษณ์ของชุมชนแต่ละพื้นที่ที่ตอบโจทย์แนวทางดังกล่าว สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งในตลาดการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
       ​นางอรมน กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านสินค้าอาหารและเกษตรคุณภาพ โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาของสินค้า ขณะเดียวกันยังเป็นตลาดที่มีความคุ้นเคยกับอาหารและวัตถุดิบของไทย กรมฯ จึงมองเห็นโอกาสในการนำสินค้า GI ไทย ซึ่งมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตามพื้นที่แหล่งกำเนิด ไปสร้างการรับรู้และขยายช่องทางการจำหน่ายในตลาดสิงคโปร์
       โดยสินค้า GI ไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพหรือคุณลักษณะของสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแหล่งกำเนิด ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังสินค้า การนำสินค้า GI ออกสู่ตลาดต่างประเทศ จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า และยังเป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งสามารถต่อยอดความสนใจจากตัวสินค้าไปสู่แหล่งผลิตและประสบการณ์ของชุมชนได้อีกทางหนึ่ง
      ​ในโอกาสนี้ กรมฯ ได้คัดสรรสินค้า GI ไทย 6 รายการที่มีศักยภาพ และมีจุดเด่นด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ Singapore EXPO เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและนำเสนอสินค้า GI แก่กลุ่มผู้บริโภคชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยวต่างชาติ งานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ขนมและของว่าง
       ตลอดจนสินค้าสุขภาพและสินค้าออร์แกนิก เข้าร่วมกว่า 200 ราย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ได้พบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจในสิงคโปร์ เพื่อผลักดันสินค้า GI ของไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ในรูปแบบ B2B และ B2C ได้มากขึ้น
       ​ทั้งนี้ สินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการที่เข้าร่วมงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ประกอบด้วย 1) ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นข้าวพื้นเมืองเมล็ดเรียวสีแดง เมื่อหุงสุกจะนุ่มและเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 2) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) โดดเด่นด้วยเนื้อส้มโอสีแดงอมชมพู รสชาติหวานหอม 3) เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปรุงรสจากภูมิปัญญาการผลิตเกลือจากแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ 4) ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักกาดหัวหรือหัวไชเท้าส่วนรากที่สะท้อนภูมิปัญญา
      การถนอมอาหารของชุมชน มีทั้งรสชาติเค็มและหวาน เนื้อกรอบ 5) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) มีเอกลักษณ์ที่รสชาติความหอมหวานของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวที่นุ่มเหนียว และ 6) ทุเรียนป่าละอู (ประจวบคีรีขันธุ์) โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด รสหวานมัน และกลิ่นไม่แรง โดยจุดเด่นของสินค้าแต่ละรายการสะท้อนความแตกต่างที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของแหล่งกำเนิด และสามารถนำเรื่องราวดังกล่าวมาสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและการจดจำสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศได้​
      อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้า GI ในงาน APAC Food & Beverage Expo ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก โดยมีผู้แวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อสินค้า GI อย่างคึกคักตลอด 3 วันของการจัดงาน มียอดจำหน่ายสินค้า GI ทั้ง 6 รายการรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยสินค้าได้รับความนิยมสูงสุดคือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ GI ไทยยังได้รับฟังข้อคิดเห็นและเห็นการตอบรับของตลาดต่อสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงได้เรียนรู้ว่าผู้บริโภคในสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียงให้ความสนใจกับสินค้าในลักษณะใด          ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์การค้าและต่อยอดขยายตลาดในเชิงพาณิชย์ต่อไป
​จากนั้น เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยทั้ง 6 รายการ เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจ ในสิงคโปร์ 15 ราย ณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงสิงคโปร์ โดยมีนางวรพรรณี ดำรงมณี เอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ให้การต้อนรับ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้นำเสนอข้อมูลสินค้า GI จุดเด่น และศักยภาพทางธุรกิจกับคู่เจรจาโดยตรง
       ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานและเงื่อนไขการนำเข้า รูปแบบสินค้า บรรจุภัณฑ์ ระดับราคา และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบแนวทางและเงื่อนไขในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยกิจกรรมดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท นับเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์อย่างเป็นรูปธรรม
​นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ GI กับตลาดปลายทางได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ตลอดจนการพบปะคู่ค้าและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทั้งประสบการณ์จากตลาดจริงและข้อมูลจากผู้ซื้อและผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและวางแผนการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
      ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้า GI ไทย จะเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่ชุมชน โดยสามารถต่อยอดจากความสนใจในตัวสินค้าไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เช่น การเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่แหล่งผลิต เรียนรู้ภูมิปัญญา และสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน อันสอดคล้องกับแนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าจากประสบการณ์และการใช้จ่ายของผู้มาเยือน และเชื่อมโยงรายได้ไปยังสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
​      ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จาก GI ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการต่อยอดอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100